เช็กอาการ เข้าใจโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder)
โรคซึมเศร้า (Depression) คืออะไร?
โรคซึมเศร้า (Depression) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Major Depressive Disorder: MDD คือโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorder) ตามระบบการวินิจฉัยโรค โดยโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองอย่าง “เซโรโทนิน” (Serotonin) ที่มีระดับลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความคิด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น
- ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ทำให้ส่งผลต่อความรู้สึก เพราะมีปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญต่อวงจรระบบประสาท ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุโรคซึมเศร้า โดยพบได้บ่อยในสตรีระหว่างการตั้งครรภ์ หลังคลอดบุตร หรือหลังหมดประจำเดือน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์แปรปรวนมาก หากมีภาวะโรคไทรอยด์หรือโรคอื่น ๆ
- การส่งต่อทางพันธุกรรม อีกหนึ่งสาเหตุโรคซึมเศร้าที่เกิดจากการส่งต่ออาการป่วยทางจิตเวช ผ่านพันธุกรรมของคนในครอบครัว
อาการของโรคซึมเศร้า
อาการของโรคซึมเศร้าจะแตกต่างจากความรู้สึกเศร้าโดยทั่วไป โดยจะมีอาการเกือบตลอดทั้งวัน เกือบทุกวันและไม่หายไปใน 2 สัปดาห์ อาการมีได้ตั้งแต่เล็กน้อยแต่เรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder) ไปจนถึงขั้นรุนแรง (Major Depressive Disorder: MDD) โดยสามารถสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างได้ จากอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้
- รู้สึกซึมเศร้า หรือกระวนกระวาย
- รู้สึกว่างเปล่า
- มีภาวะสิ้นยินดี สูญเสียความรู้สึกสนุก / มีความสุขในการทำกิจกรรมที่เคยชอบ
- มีความเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมการกิน / ความอยากอาหาร อาจมีการลดหรือเพิ่มของน้ำหนักแบบไม่เหมาะสม
- ความต้องการทางเพศลดลง
- รู้สึกหมดพลังงาน มีภาวะหมดไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ
- มีอาการทางกาย เช่น ปวดตำแหน่งต่าง ๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ทำให้มีอาการอย่างชัดเจน
- ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง
- มีปัญหาด้านพฤติกรรมการนอนหลับ เช่น ง่วงนอนตลอดเวลา หรือนอนไม่หลับเลย
- ไม่สามารถจดจ่อกับการทำกิจกรรมใด ๆ ได้ ไม่มีสมาธิ
- ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ แย่ลง
- มีความรู้สึกผิดหรือรู้สึกไร้ค่า
- มีความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่
อาการโรคซึมเศร้าที่เข้าสู่ “ภาวะฉุกเฉิน” เป็นอย่างไร ?
อาการที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินจากการป่วยโรคซึมเศร้า คืออาการที่ผู้ป่วยมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือความคิดฆ่าตัวตาย เมื่อครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเริ่มสังเกตเห็นอาการดังกล่าว ให้รีบพาผู้ป่วยเข้ารับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน
ภาวะซึมเศร้าในแต่ละวัย
โรคซึมเศร้าสามารถแสดงอาการออกมาแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ดังนี้
ภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่น
ในเด็กเล็ก มักแสดงออกด้วยการร้องไห้งอแง หงุดหงิดง่าย เกาะติดพ่อแม่มากกว่าปกติ ไม่อยากไปโรงเรียน น้ำหนักลด หรือบ่นปวดท้องปวดหัวบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุทางกาย
ในวัยรุ่น มักมีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว ขี้ใจน้อย เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด บางรายอาจหันไปพึ่งพาสารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุมักไม่แสดงอาการเศร้าอย่างชัดเจน แต่มักมาพร้อมกับอาการทางกาย เช่น
- เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
- ความจำเสื่อมถอย สับสน ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคสมองเสื่อม
- บ่นถึงอาการเจ็บปวดตามร่างกายที่หาสาเหตุไม่ได้
- มีความคิดอยากตาย หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลาน
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่แท้จริงของโรคซึมเศร้ายังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเพียงข้อเดียว เนื่องจากมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่
- สารเคมีในสมองไม่สมดุล สมองของผู้ป่วยจะมีการหลั่งสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน (Serotonin), นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) ในระดับที่ผิดปกติ ทำให้ความรู้สึกนึกคิดหม่นหมอง
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระดับฮอร์โมนที่สวิงขึ้นลงสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ เช่น ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงหลังคลอดบุตร (ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด) ช่วงหมดประจำเดือน หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
- การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า
ปัจจัยบางอย่างอาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า เช่น
- ลักษณะนิสัยส่วนตัว เช่น เป็นคนคิดมาก มองโลกในแง่ร้าย ตำหนิตัวเองบ่อย ขาดความมั่นใจ หรือพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป
- บาดแผลทางใจ (Trauma) การเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียคนรัก การถูกล่วงละเมิด ปัญหาการเงิน หรือความเครียดจากความสัมพันธ์
- ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคจิตเวช ติดสารเสพติด หรือเคยพยายามฆ่าตัวตาย
- ปัญหาสุขภาพ การป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังใจ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
- การใช้สารเสพติดและยาบางชนิด การติดแอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับและยาลดความดันบางประเภท
- สภาพแวดล้อมทางสังคม การเผชิญกับความกดดัน ความเหงา หรือการไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคซึมเศร้า
หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคซึมเศร้าอาจส่งผลกระทบต่อหลายด้าน เช่น
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดปกติ เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคขาดสารอาหาร
- กระตุ้นให้เกิดโรควิตกกังวล โรคแพนิค หรือโรคกลัวการเข้าสังคม
- หันไปพึ่งพาสุราหรือสารเสพติดเพื่อหลีกหนีความจริง
- เกิดปัญหาความสัมพันธ์ บาดหมางกับครอบครัว หรือเสียประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียน
- แยกตัวออกจากสังคม
- คิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย
- เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการซึมเศร้าเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หรืออาการผิดปกติที่เป็นนั้นมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
การวินิจฉัยการวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินอาการโดยละเอียด และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการในบางกรณี เนื่องจากมีโรคทางกายบางชนิดหรือการใช้ยา / สารบางอย่างที่มีผลทำให้มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า ได้
การรักษา
วิธีรักษาโรคซึมเศร้าให้อาการดีขึ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งการใช้วิธีแก้โรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง เพื่อลดภาวะอาการป่วย และการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าร่วมกับการทำจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัด ถ้ามีอาการรุนแรงมาก อาจต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลตามความเหมาะสม
วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้ แต่การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง สามารถช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนี้
- เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดสะสม สร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และพยายามมองโลกในแง่บวกตามความเป็นจริง
- พูดคุยระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องยากลำบาก อย่าเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว
- รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางอารมณ์ ควรรีบไปพบจิตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับการประเมินและการรักษาที่เหมาะสมก่อนอาการจะรุนแรง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรคซึมเศร้าต่างจากความเศร้าทั่วไปอย่างไร
อาการของโรคซึมเศร้ามักเป็นต่อเนื่องเกือบทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และส่งผลต่อการใช้ชีวิต การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ แตกต่างจากความเศร้าที่มักเกิดขึ้นชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้นตามสถานการณ์
เช็กอาการโรคซึมเศร้าด้วยตัวเองได้หรือไม่
สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ เช่น รู้สึกเศร้าหรือว่างเปล่า หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ นอนหรือรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลง ไม่มีสมาธิ หรือรู้สึกไร้ค่า อย่างไรก็ตาม การประเมินด้วยตัวเองไม่สามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ หากอาการต่อเนื่องหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาจิตแพทย์
โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้อาการดีขึ้นและผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติ หากได้รับการประเมินและรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากผู้ป่วยหยุดยาเอง หรือต้องเผชิญกับความเครียดและเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรงอีกครั้ง การดูแลสุขภาพใจอย่างต่อเนื่องและการปฏิบัติตามคำแนะนำของจิตแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หากคนใกล้ชิดเป็นโรคซึมเศร้า ควรดูแลและรับมืออย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสิน ควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่ดูถูกความรู้สึกหรือกดดันผู้ป่วย เช่น “เรื่องแค่นี้เองอย่าคิดมาก”, “คนอื่นลำบากกว่าตั้งเยอะ” หรือ “ทำไมไม่ทำตัวให้ร่าเริง” แต่ควรแสดงความใส่ใจ ให้พื้นที่ปลอดภัย คอยอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนหรือพาผู้ป่วยไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งคอยสังเกตสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองอย่างใกล้ชิด
เข้ารับการรักษาอาการซึมเศร้าได้อย่างอุ่นใจ ที่โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์
โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชในเครือโรงพยาบาลเวชธานี พร้อมให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างใกล้ชิดโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่มากประสบการณ์ เทคโนโลยีครบครัน และกิจกรรมบำบัดที่หลากหลาย มีบริการทั้งแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh

Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH